3 แนวทาง
เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง 3 แนวทาง

ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้ถูกนำไปเลี้ยงในทุกภาคของประเทศที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ เนื่องจากกุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำที่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับสัตว์น้ำจืดทั่วไป แต่การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้ประสบ ความสำเร็จได้นั้นต้องมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลูกพันธุ์ต้องแข็งแรงและปลอดโรค  อาหารมีคุณภาพดี สภาพพื้นที่เลี้ยงต้องเหมาะสม ที่สำคัญเกษตรกรจะต้องมีการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมและดูแลเอาใจใส่ตลอดทุกขั้นตอนในการเลี้ยง โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยเศรษฐกิจการผลิตการตลาดและโลจิสติกส์ กุ้งก้ามกราม พบว่าผลผลิตกุ้งจากการเพาะเลี้ยงลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 8.33 ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ขนาดละประมาณ 20-30 บาท /กก. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาน้ำมันและอาหารกุ้งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพไม่ดีอัตราการรอดตายต่ำ ทำให้เกษตรกรบางส่วน ชะลอการเลี้ยง การศึกษาด้านต้นทุน พบว่า โรงเพาะฟักมีต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ยต่อบ่อซีเมนต์ขนาด 2x2x1 เมตร  15,520  บาท/บ่อ/รุ่น กำไรสุทธิ 12,475.82  บาท/บ่อ/รุ่น เกษตรกรผู้เลี้ยงมีต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย 22,258.90  บาท/ไร่/รุ่น กำไรสุทธิ 14,447 บาท/ไร่/รุ่น หรือ  66.87  บาท/กก. สำหรับด้านการตลาด พบว่า กุ้งก้ามกรามมีลักษณะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ที่มีรายได้สูง ซึ่งต้องการกุ้งขนาดใหญ่และคุณภาพดี โดยผลผลิตจะถูกส่งไปที่ร้านอาหารถึงร้อยละ 70 ในแหล่งเลี้ยงที่สำคัญจะมีแพกุ้งหรือพ่อค้าผู้รวบรวมน้อยรายทำพ่อค้าสามารถกดราคารับซื้อจากเกษตรกรได้ ในระบบตลาดแพกุ้งยังได้รับกำไรสูงสุด 30.73 บาท/กก. ส่วนพ่อค้าขายส่งได้กำไร 11.16 บาท/กก. และพ่อค้าขายปลีกได้กำไร 20.77 บาท/กก. ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จากฟาร์มเกษตรกรถึงตลาดผู้บริโภคปลายทางมีต้นทุนรวม 17.25 บาท/กก.

เกษตรกรกำลังจับกุ้งก้ามกราม
เกษตรกรกำลังจับกุ้งก้ามกราม

ปัญหาการเลี้ยงกุ้งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเกษตรกรผู้เลี้ยงยังขาดแนวทางการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมทำให้ประสบภาวะขาดทุนอยู่เป็นประจำ การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้ประสบความสำเร็จนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงจะต้องมีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ในการเลี้ยง บวกกับต้องมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจึงจะสามารถทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเลี้ยงกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนได้ จากการศึกษารูปแบบการเลี้ยงและการจัดการที่เหมาะสม จำนวน 3 รูปแบบ จากฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งเกษตรกรรายอื่นสามารถนำไปเป็นฟาร์มต้นแบบเพื่อนำไปปรับปรุงใช้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเองซึ่งจะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยมีรูปแบบดังนี้

  1. การรวมกลุ่มการเลี้ยงในรูปสหกรณ์

จากการศึกษาการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามรวมตัวกันเพาะเลี้ยงกุ้ง โดยจัดตั้งเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่ ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มกันในรูปสหกรณ์ เพื่อดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งและการขายกุ้ง รวมทั้งมีการจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง จำหน่ายแก่สมาชิก รวมทั้งมีการจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตจากสมาชิก กลุ่มพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อจะต้องติดต่อซื้อขายผ่านสหกรณ์เท่านั้น จากนั้นกลุ่มทำตารางการเลี้ยงกุ้งของสมาชิกแต่ละราย เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกในช่วงเดียวกันมากเกินไป และจะมีการจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปในแต่ละฟาร์มการทำวิธีนี้ พบว่า เกษตรกรได้รับราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น ขายกุ้งคละได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 160 บาท โดยกำไรที่ได้จากการขายปัจจัยการผลิตให้กับสมาชิกจะมีการจ่ายปันผลคืนแก่สมาชิกทุกคนในทุกสิ้นปี การสร้างเครือข่ายนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรพอจะมีโอกาสรอดในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากการรวมกลุ่มทำให้สมาชิกมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมทั้งเป็นโอกาสในการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกันและทำให้กลุ่ม มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย ทั้งนี้กลุ่มอาจมีปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนจากฟาร์มเดี่ยว

เกษตรกรกำลังหามกุ้งก้ามกรามขึ้นจากบ่อ
เกษตรกรกำลังหามกุ้งก้ามกรามขึ้นจากบ่อ

โดยปรับเปลี่ยนการลงทุนในอุปกรณ์และเครื่องมือการผลิตที่มีราคาสูง เช่น รวมกลุ่มกันซื้อพวกเครื่องมือเครื่องจักรที่มีราคาแพง เช่น รถแทรกเตอร์ที่ใช้สำหรับขุดลอกเลน อวนใช้สำหรับจับกุ้ง 1 ปากราคาประมาณ 3-5 หมื่นบาทต่อปาก ซึ่งแต่ละรอบการผลิตเกษตรกรใช้เพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น ทำให้การใช้งานไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หรือในแถบภาคกลางที่เกษตรกรนิยมผสมอาหารกุ้งแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูป ซึ่งจะต้องใช้เครื่องบดอาหารและเครื่องผสมอาหารที่มีราคาแพงเช่นเดียวกัน และการเลี้ยงในแต่ละรอบจะใช้เพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้การใช้งานไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หากเกษตรกรมีการลงทุนและใช้งานร่วมกันในกลุ่มแล้วจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงลงได้ส่วนหนึ่ง และการรวมกลุ่มยังเพิ่มอำนาจในการต่อรอง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

  1. การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามโดยทั่วไปเมื่อเกษตรกรเลี้ยงกุ้งไปประมาณ 4-5 รุ่น มักประสบกับปัญหากุ้งตายระหว่างเลี้ยงโดยไม่ทราบสาเหตุ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพน้ำที่เน่าเสียในบ่อที่เกิดจากการให้ อาหารมากเกินไปกุ้งกินไม่ทันทำให้เศษอาหารร่วงลงก้นบ่อเกิดการหมักหมมของเศษอาหาร และเมื่อเกษตรกรทำการจับกุ้งเพื่อคัดกุ้งที่โตได้ขนาดขายและปล่อยกุ้งที่ยังโตไม่เต็มที่เลี้ยงต่อในบ่อ หลังจากการจับได้ประมาณ 5-10 วัน บางฟาร์มจะพบกุ้งลอยตายบนผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งการลงจับกุ้งจะทำให้ ตะกอนเลนที่อยู่พื้นบ่อฟุ้งกระจายทำให้น้ำขุ่นข้นส่งผลให้ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำลง เป็นสาเหตุให้กุ้งตาย ระหว่างเลี้ยง จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางได้ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม อย่างเดียวมาเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม

จากการศึกษารูปแบบการเลี้ยงจากฟาร์มของ นางนงนุช  สุนทรีเกษม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในตำบลบางตาเถร  อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า เกษตรกรมีรูปแบบการเลี้ยงโดยการใช้พื้นที่  ประมาณ 100 ไร่ ขุดเป็นบ่อเลี้ยงประมาณ 20 บ่อๆละ 4 ไร่ ก่อนเลี้ยงมีการเตรียมบ่อเหมือนการเลี้ยงกุ้งทั่วไป จากนั้นซื้อลูกกุ้งก้ามกรามมาอนุบาลก่อน 3 เดือน แล้วจึงคัดแยกไปปล่อยในบ่อเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม โดยปล่อยกุ้งก้ามกรามที่ผ่านการอนุบาลแล้วขนาดประมาณ 250 ตัวต่อกิโลกรัม ในอัตรา 5,000 ตัวต่อไร่ เลี้ยงต่อไปประมาณ 3 เดือน สามารถจับแบบยกบ่อพร้อมกันกับกุ้งขาวแวนนาไมได้เลย อัตรารอดของกุ้งก้ามกรามอยู่ที่ร้อยละ 70-80 เมื่อคิดต้นทุนและผลตอบแทนแล้วพบว่า ผู้เลี้ยงมีต้นทุนทั้งหมด 10,308.25 บาทต่อไร่ต่อรุ่น หรือต้นทุน 93.71 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรมีกำไรสุทธิ 4,047.85 บาทต่อไร่ต่อรุ่น หรือมีกำไรสุทธิ 36.80 บาทต่อกิโลกรัม วิธีนี้แม้ราคาที่เกษตรกรได้รับจะไม่สูงมากเนื่องจากต้องขายเป็นกุ้งคละเพราะไม่สามารถทำเป็น กุ้งคัดขนาดและต้องจับทีเดียวแบบยกบ่อ  ผลผลิตกุ้งก้ามกรามที่ได้จะอยู่ที่ 110 กิโลกรัมต่อไร่  

การเลี้ยงแบบนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางการจัดการการเลี้ยงและการปรับตัวของเกษตรกรอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้งให้คุ้มค่ากับการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการกินอาหารของกุ้งทั้งสองแตกต่างกันคือ กุ้งขาวแวนนาไมจะกินอาหารอยู่ด้านบน เมื่อกินไม่ทันเศษอาหารจะร่วงหล่นลงก้นบ่อหากมีปริมาณเยอะเกินไป ทำให้น้ำเน่าเสีย ทำให้กุ้งตายเป็นจำนวนมากหรือตายยกบ่อได้ แต่หลังจากเกษตรกรมีการทดลองเลี้ยงกุ้งทั้งสองชนิดร่วมกัน พบว่า กุ้งก้ามกรามจะหากินอาหารก้นบ่อ ซึ่งทำให้ ลดการสูญเสียปัจจัยการผลิตเป็นการลดต้นทุนและช่วยลดปัญหากุ้งตายหลังการจับคัดแยกกุ้งขายได้

  1. การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับปลาทับทิม

การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับปลาทับทิม ตามแบบฟาร์มของ นายจำลอง ทองอุทิศ ซึ่งเป็นฟาร์มสาธิตการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 175 หมู่ที่ 6 ตำบลองค์รักษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยประกอบอาชีพการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาเป็นเวลา 22 ปี สามารถเลี้ยงกุ้งให้ประสบผลสำเร็จและเลี้ยงเป็นอาชีพอย่างยั่งยืนได้ โดยมีพื้นที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามทั้งหมด 65 ไร่ มีบ่อเลี้ยงทั้งหมดจำนวน 6 บ่อ แบ่งเป็นบ่ออนุบาล 1 บ่อ พื้นที่ 10 ไร่ และบ่อเลี้ยง 5 บ่อๆละ 11 ไร่ รูปแบบการเลี้ยงจะเป็นการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับปลาทับทิม มีการจัดการฟาร์มโดยก่อนการเลี้ยงกุ้งในรุ่นต่อไปจะมีการตากบ่อให้แห้งและพักบ่อไว้ 1 เดือน จากนั้นหว่านจุลินทรีย์ลงในบ่อก่อนจึงใส่น้ำในบ่อพักไว้ 5-7 วัน เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติ จากนั้นจะซื้อลูกพันธุ์กุ้งอายุประมาณ 1 เดือน ซึ่งจะใช้ลูกพันธุ์กุ้งทั้งฟาร์มประมาณ 1,500 ,000 ตัวต่อรุ่น มาอนุบาลในบ่อเป็นเวลา 2-3 เดือน การนำกุ้งมาอนุบาลในช่วงนี้กุ้งจะมีอัตราการรอดตายประมาณร้อยละ 30 หลังจากนั้นจะทำการจับกุ้งไปปล่อยในบ่อเลี้ยง ในอัตรา 8,000 ตัวต่อไร่ อัตราการปล่อยต่อไร่ไม่หนาแน่นมากซึ่งจะทำให้กุ้งสามารถเจริญเติบโตได้ดี เลี้ยงต่ออีกประมาณ 4 เดือน ในช่วงนี้กุ้งจะมีอัตราการรอดตายร้อยละ 69 โดยให้อาหาร วันละ 2  ครั้ง และคอยเช็คอาหารโดยใช้ยอเช็คว่ากุ้งกินอาหารหมดหรือไม่ ถ้าหากกินไม่หมดก็จะลดปริมาณอาหารลง และหากกุ้งเริ่มโตกินอาหารหมดเร็วก็เพิ่มปริมาณอาหารขึ้น การหมั่นตรวจเช็คยอจะทำให้ลดการสูญเสียอาหารลงได้

เนื่องจากลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของกุ้งก้ามกรามที่ชอบอาศัยและหากินอยู่ตามหน้าดิน ทำให้เกิดพื้นที่ว่างของบ่อซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังโดยวางกระชังในบ่อเลี้ยงร่วมกับกุ้งก้ามกราม ทั้งนี้ปลาทับทิมเป็นปลาที่เลี้ยงง่ายโตเร็ว มีราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด และใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 4-6 เดือน ก็จับขายได้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง การเลี้ยงจะปฏิบัติตามหลักการเลี้ยงที่ดีและเหมาะสมหรือ GAP อย่างเคร่งครัด โดยที่ฟาร์มจะไม่ใช้ยาในการเลี้ยง ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดสารปนเปื้อนตกค้างในกุ้งได้ ผลผลิตที่ได้ประมาณ 300 กิโลกรัมต่อไร่  ซึ่งเมื่อคิดต้นทุนและผลตอบแทนของฟาร์ม พบว่า มีต้นทุนทั้งหมด 28,024 บาทต่อไร่ต่อรุ่น หรือมีต้นทุนทั้งหมด 93.41 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรมีกำไรสุทธิ 25,276 บาทต่อไร่ต่อรุ่น หรือ 84.25 บาทต่อกิโลกรัม การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามร่วมกับปลาทับทิมยังเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

แม้ว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในปัจจุบันจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง แต่กุ้งก้ามกรามยังถือว่าเป็นสินค้าที่ศักยภาพทางการตลาด เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง หากเกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการคือ กุ้งต้องเป็นกุ้งสดมีชีวิตหรือกุ้งอ๊อก ขนาดใหญ่ 10-20  ตัว/กก. จะสามารถทำให้เกษตรกรได้รับราคาสูงขึ้น และหากเกษตรกรมีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน GAP ก็สามารถที่จะขยายตลาดในต่างประเทศได้ไม่ยาก

เกษตรกรกำลังจะนำกุ้งมาชั่งกิโลเพื่อเตรียมขาย
นำกุ้งมาชั่งกิโลเพื่อเตรียมขาย

ดังนั้น เพื่อให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกร จึงควรเร่งวิจัยพัฒนาสายพันธุ์กุ้งอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการเผยแพร่ผลการวิจัยต่างๆ สู่ภาคเอกชนและเกษตรกรผู้เลี้ยง เช่น การแปลงเพศกุ้งก้ามกรามให้เป็นเพศผู้เพื่อให้สามารถขุนเป็นกุ้งขนาดใหญ่ได้ การลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หอยเชอรี่ทดแทนปลาป่นในอาหารกุ้งก้ามกราม รวมทั้งภาครัฐควรจัดทำฟาร์มตัวอย่างเพื่อให้เกษตรกรนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง และเร่งรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าไปให้การสนับสนุนได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

ขอบคุณข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ /ภาพกุ้ง จากฟาร์มคุณธนู หอมชุนภิรมณ์ จ.นครปฐม