ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนา
โครงการ English for Life by มัคคุเทศก์น้อย

นครราชสีมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมพัฒนาการศึกษาชาติร่วมกับโรงเรียน บ้าน และศาสนาในท้องถิ่น  พุ่งเป้ายกระดับความรู้ทางวิชาการ  เพิ่มทักษะการงานอาชีพ สร้างคนดี-คนเก่ง การเป็นผู้นำ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน (Connext Ed) ภายใต้โครงการประชารัฐตามนโยบายรัฐบาล ด้านการศึกษา ให้กับโรงเรียนตำบลบ้านโพธิ์ จังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งมั่นการสร้างความเป็นผู้นำ สู่การพัฒนาทักษะในครูและองค์ความรู้ในเด็ก ตลอดจนการสร้างทักษะอาชีพตามความถนัดและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน

นายอเนก บุญหนุน ประธานบริหารโครงการ Connext ED บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า CPF มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการยกระดับการศึกษาของประเทศ แม้จะเป็นเรื่องยากแต่เราพยายามสร้างสำนึกในการทำงานร่วมกันระหว่าง โรงเรียน ชุมชน และศาสนา ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สิ่งที่เราดำเนินการภายใต้โครงการนี้ คือ การปรับฐานเศรษฐกิจผ่านโครงการเกษตรผสมผสาน ให้ทุกคนอิ่มท้อง สร้างแนวคิดให้กับชุมชน ว่าชุมชนคือโรงเรียนที่ 2 และโรงเรียนคือบ้านที่ 2 ซึ่งชุมชนและครูจะเป็นผู้หล่อหลอมให้เด็กเป็นคนดี  ขณะที่ ICT เป็นเครื่องมือและองค์ความรู้ในการส่งเสริมให้ครูและนักเรียนคิดนอกกรอบ ที่สำคัญการสร้าง 7 อุปนิสัยของผู้มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดของครู นักเรียนและคนในชุมชน สู่ความเป็นผู้นำ”

ในการสนับสนุนโครงการคอนเน็กซ์- อีดี บริษัทฯยังได้ส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในบริษัทเอกชนเข้ามาเป็นอาสาสมัครผู้นำ (School Partner) ในการยกระดับการศึกษาของประเทศด้วย โดยซีพีเอฟ มีอาสาสมัครผู้นำจำนวน 65 คน และมีโรงเรียนในความรับผิดชอบทั้งหมด 195 แห่ง ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ นครราชสีมา บุรีรัมย์และชัยภูมิ

นายเอนก กล่าวต่อไปว่า เป้าหมายของ ซีพีเอฟ คือการปลูกฝังเด็กให้เป็นคนดี-คนเก่ง มีความรู้ทั้งทางวิชาการและวิชาชีพควบคู่กับคุณธรรม ที่สำคัญเด็กสามารถคิดอย่างสร้างสรรค์และเลือกแนวทางการดำเนินชีวิตได้ตามศักยภาพและความถนัดอย่างถูกต้อง โดยอาสาสมัครผู้นำของ ซีพีเอฟ จะร่วมหารือกับผู้บริหารโรงเรียนและครูอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดกิจกรรมให้เหมาะสมกับทั้งตัวครูและนักเรียนรวมถึงการพัฒนาการงานอาชีพให้นักเรียนสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้ในอนาคต เช่น การปูพื้นฐานทางด้านการเกษตร การสร้างอาชีพของตัวเองในด้านการปรุงอาหาร การทำอิฐบล๊อก การให้บริการด้านมัคคุเทศก์ รวมถึงสร้างพื้นฐานทางอารมณ์ที่ดีผ่านเสียงดนตรี และการปลูกฝังการรู้แพ้รู้ชนะ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผลดีในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมไทยให้ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

 

นายอเนก บุญหนุน (คนที่ 4) ขวามือ ประธานบริหารโครงการ Connext ED และ นายวิรัช คุ้มกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนตำบลบ้านโพธิ์ และทีมงานถ่ายรูปร่วมกัน
นายอเนก บุญหนุน (คนที่
4) ขวามือ ประธานบริหารโครงการ Connext ED และ นายวิรัช คุ้มกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนตำบลบ้านโพธิ์ และทีมงานถ่ายรูปร่วมกัน

นายวิรัช คุ้มกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนตำบลบ้านโพธิ์ กล่าวว่า ซีพีเอฟ เข้ามาให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรม 3 ด้าน คือ โครงการดนตรี โครงการกีฬา และโครงการมัคคุเทศก์น้อย รวมถึงการให้การสนับสนุน ICT เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนและครูได้เรียนรู้จากนอกห้องเรียนเพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละโครงการมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาเด็กกลุ่มเสี่ยงจากยาเสพติด ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มทักษะด้านกีฬา การงานอาชีพและเพิ่มทักษะการสื่อสารอย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพได้ในอนาคต

สำหรับ 3 โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายแตกต่างกัน โดย “โครงการสุนทรียภาพต้องมีดนตรีในหัวใจ” เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนให้มีความรับผิดชอบ ฝึกเรื่องระเบียบวินัย การใช้ดนตรีในการสื่อสาร และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ส่วน “โครงการกีฬาพาสุข” ต้องการให้นักเรียนหันมาเล่นกีฬาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากยาเสพติด

ขณะที่ “โครงการ English for Life by มัคคุเทศก์น้อย” เป็นการเพิ่มทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารให้กับนักเรียน เนื่องจากโรงเรียนอยู่ในแหล่งวัฒนธรรม มีปราสาทหินพนมวัน อุโมงค์ต้นตาล เป็นชุมชนทำสินค้าถักทอและเครื่องจักสาน ซึ่งการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษจะทำให้นักเรียนเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดวัฒนธรรม และใช้ในการประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดีในอนาคต

“โรงเรียนเปิดให้นักเรียนเลือกและเข้าร่วมโครงการด้วยความสมัครใจ ซึ่งช่วงแรกจะชักชวนเด็กที่มีพรสวรรค์เข้ามาร่วมโครงการเพื่อเป็นตัวอย่าง และเป็นแรงจูงใจให้กับเด็กกลุ่มเสี่ยงให้เข้าร่วมกิจกรรม และจากการติดตามผลเราพบว่าเด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นทั้งในเรื่องการมีวินัยและความรับผิดชอบ” นายวิรัช กล่าว

ในปี 2018 โครงการมีเป้าหมายจะเดินหน้าให้บรรลุเป้าประสงค์ยุทธศาสตร์ 5 ประการ คือ 1.ความโปร่งใสของข้อมูลสถานการศึกษา 2. กลไกการตลาดและการมีส่วนร่วมของชุมชน 3. การพัฒนาและส่งเสริมผู้นำรุ่นใหม่ 4. การเรียนการสอนที่มุ่งให้เกิดเป็นศูนย์กลาง และ 5.การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ของสถานศึกษา และจะขยายโรงเรียนประชารัฐเพิ่มขึ้นอีก 1,400 แห่ง รวมเป็นกว่า 4,700 โรงเรียนทั่วประเทศ./