เรื่อง : เด็กเกษตรโว้ย

เมื่อกลางปี 2560 มีข่าวจากเว็บไซต์บ้านเมือง (https://goo.gl/sifKKo ) บอกว่า “ไทยหนาว! ออสเตรเลียปลูกทุเรียนได้แล้ว แถมออกลูกนอกฤดูต่างจากอาเซียน” รายละเอียดของข่าวนี้มีว่า ทุเรียนมิใช่จะได้รับความนิยมปลูกรับประทานเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ปัจจุบันนี้มีการปลูกในหลายประเทศอย่างเช่น เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ล่าสุดประเทศออสเตรเลียก็ปลูกได้ โดยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งมีข้อได้เปรียบจากที่อื่นตรงที่จะออกลูกในช่วงที่ทุเรียนจากแถวๆ อาเซียนไม่ออก ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาด อีกทั้งออสเตรเลียยังกีดกันการนำเข้าผลไม้ มีการจำกัดการนำเข้าอย่างเข้มงวด ทำให้ทุเรียนท้องถิ่นของเขาเป็นที่ต้องการมากๆ ราคาก็ตกกิโลกรัมละ 380-500 บาท ล่าสุดมีแผนจะสนับสนุนให้มีการเพิ่มการเพาะปลูกทุเรียน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต ที่มีชาวเอเชียมาอาศัยในออสเตรเลียมากขึ้น”

สรุปจากข่าวนี้ได้ว่า ทุเรียนไทยกำลังจะมีคู่แข่งมากขึ้นทุกวัน”

แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่ข่าวนี้ออกมาก็เงียบผิดปกติ ไม่มีปฏิกิริยาจากคนในวงการเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเป็นช่วงที่ทุเรียนไทยกำลังจะออกสู่ตลาด ยังหลงใหลได้ปลื้มกับออร์เดอร์จากจีนและราคาทุเรียนที่แพงลิบลิ่ว จนเมื่อเร็วๆนี้ มีคลิปวิดีโอหนึ่งที่มีเนื้อหาไปเยี่ยมชนสวนผลไม้ในออสเตรเลีย ซึ่งมีการแชร์ไปในโลกโซเชียลมีเดียกันจ้าละหวั่น (เข้าใจว่าหมดฤดูทุเรียนก็เลยมีเวลามาดู-คลิปออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม) เท่านั้นแหละ มีเสียงความคิดเห็นตามมาระทึกครึกโครม “ผลไม้บ้านเราออสเตรเลียปลูกได้หมดแหละ” “Queensland ออสเตรเลีย ตอนนี้เหมือนจันทบุรีแล้ว” บ้างก็ว่า “แย่แล้ว” “เรามัวทะเลาะกันไม่ได้แล้ว” “นักวิชาการไทยทำอะไรอยู่” “เกษตรกรไทยรู้กันบ้างไหมเนี๊ยะ” ฯลฯ

โดยเฉพาะบุคคลในวงการที่ “เกษตรโว้ย” คุ้นเคยหลายท่านก็ออกมาโพสต์ เช่น เฟสบุ๊ค ศักดา ศรีนิเวศน์ (อ.ศักดา ศรีนิเวศน์ นักวิชาการเกษตรอิสระ ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของเกษตรในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกระชั้นชิด) ที่ได้นำคลิปมาลงให้เพื่อนๆได้ชม พร้อมกับบรรยายว่า “คลิปนี้คงมีประโยชน์บ้างสำหรับบางท่านที่ยังหลงว่า ทุเรียน เงาะ และมังคุด มีที่ประเทศไทยเท่านั้น ต่อไปออสเตรเลียจะน่ากลัวยิ่งกว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนเราทุกประเทศรวมกัน หลายเท่านัก” และบอกอีกว่า “ออสเตรเลียไม่ใช่เพิ่งมีไม้ผลเมืองร้อนเอเซีย.แต่มีมานานแล้ว มีเรื่องเล่าในสมัยก่อนเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว นักศึกษาวิชาเกษตรของไทยที่ได้รับทุนโคลัมโบ(น่าจะจำไม่ผิด)ของประเทศออสเตรเลีย ตอนทำวิทยานิพนธ์ ต้องเอาไม้ผลเมืองไทยไปทำการศึกษาทดลองปลูกที่นั่น นี่คือกุศโลบาย ของเขาที่จะเอาไม้ผลพันธุ์ดีของบ้านเราไปพัฒนาที่บ้านเขา จะเห็นว่าเขามองการณ์ไกลมากเลย” และสรุปปิดท้ายย้ำว่า ด้วยการบริหารจัดการ และการใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาจัดการ ผมว่าประเทศรอบบ้านเรารวมกัน ยังไม่น่ากลัวเท่าออสเตรเลียประเทศเดียว

จากคลิปดังกล่าว “เกษตรโว้ย” ได้สอบถามไปยังบุคคลผู้เกี่ยวข้องว่าคิดเห็นอย่างไร เมื่อได้ดูคลิปนี้จบแล้ว

ทั้งหมดก็ตอบกันไปในทิศทางคล้ายๆกัน “เรานิ่งนอนใจไม่ได้ อะไรที่ว่าแน่ๆต่อไปเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถทำได้หมด” แต่ก็มีนักวิชาการพืชสวนคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ด้านลึก ผนึกกับจิตวิญญาณลูกชาวสวน มีมุมมองที่แตกต่างอยู่บ้าง

“ผมเคยไปชมสวนผลไม้เมืองร้อนที่ควีนส์แลนด์ออสเตรเลียนานหลายปีแล้ว เขาปลูกทุเรียน มังคุดเสียบยอดทำให้ต้นเตี้ย เงาะเป็นพันธุ์จากมาเลย์ เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรและทางราชการออสเตรเลียมีงบประมาณมากจึงหาพันธุ์ดีๆที่ตรงกับความต้องการของตลาดไปทดลองปลูก ปัญหาสำคัญคือค่าแรงแพงมาก โดยเฉพาะช่วงเก็บเกี่ยว ไม้ผลหลายชนิดปลูกได้ผลดี แต่ไม่คุ้ม เขาจึงพยายามทำให้ต้นเตี้ย  ถ้าเก็บเกี่ยวลำบาก จะไม่ปลูกมากจนเกินกำลัง ส่วนใหญ่ขายตลาดเฉพาะคนเอเซียที่อยู่ในประเทศ (เช่น ทุเรียน ลองกอง ลำไย ฯลฯ) เท่าที่ตามดูมาตลอด พื้นที่ปลูกเพิ่มไม่มาก ผมจึงไม่กลัวแต่กลับคิดว่าพากเราน่าจะไปนำพันธุ์และเทคโนโลยีที่เขาปรับใช้แล้วมาปรับใช้ในบ้านเรา…” นักวิชาการผู้คร่ำหวอดกล่าว (ขออภัยที่ไม่ได้ระบุชื่อ)

สรุปว่า ออสเตรเลียจะปลูกทุเรียน เงาะ มังคุด ฯลฯ ก็ปลูกไป เกษตรกรไทยไม่ต้องกังวลให้มาก และขอให้นำคลิปวิดีโอมาเป็นข้อคิด มุ่งมั่นสร้างสรรค์ทุเรียนไทย ผลไม้ไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ “ทุเรียนไทยคือเบอร์ 1 ของโลก รักษาแชมป์ให้อยู่กับเรานานๆ และปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆ นำสิ่งใหม่ๆเข้ามาเสริมเติมแต่งว่าจะเพิ่มมูลค่าได้อย่างไร เลิกคิดเรื่องปริมาณ แต่ให้คิดเรื่องคุณภาพและมูลค่าที่จะเกิดขึ้น” คือข้อสรุปปิดท้าย

อนึ่ง คลิปวิดีโดดังกล่าวจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นคลิปที่มาจากเว็บไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบ้านและสวน…จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ และท่านที่อยากจะชมอย่างละเอียด ขอให้คลิกชมและแชร์กันไป…เพื่อประโยชน์ร่วมกันครับ