บุกถึงบ้านเกษตรกรไทย “กล้วยหอมคาเวนดิช” ผู้ร้ายหรือผู้ดี? ไม่นานได้รู้กัน!
กล้วยหอมคาเวนดิช กำลังบุกไปถึงบ้านเกษตรกรไทย ดังเช่นภาพนี้

เรื่อง : เด็กเกษตรโว้ย

ในรอบปี 2560 กล้วยหอมคาเวนดิช หรือ “กล้วยหอมเขียว” ได้รับความสนใจสูงสุด ถึงขนาดที่ว่าเว็บไซต์สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอข่าวว่า “ฟันธง! กล้วยหอม “คาเวนดิชมีอนาคตแน่นอน” ลองเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือที่เกษตรกรจะไม้ให้ความสนใจ…จากภาคเหนือ ไปภาคอีสานและมาสู่ภาคกลาง ได้ลงทุนปลูกกันคนละหลายไร่ บางคนเป็น 100 ไร่ก็มี…อนาคตสุดท้ายของกล้วยชนิดนี้อยู่ที่ไหน “ความยั่งยืนอยู่ที่ใด” ใครตอบได้… “เงียบ” ไม่มีเสียงตอบจากหน่วยงานภาครัฐ คงมีแต่ภาคเอกชนที่ส่งเสริมการปลูกกันเต็มอัตราศึก แม้แต่เครือซีพียังจับมือกับโดล บอกว่าจะส่งเสริมการปลูก 6 หมื่นไร่ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้เกษตรกรหูผึ่งได้อย่างไร

“ถึงจะเสี่ยงบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง…กล้วยปลูกไม่กี่เดือนก็ได้ผล รู้เรื่องไปเลยว่าจะขายได้ไม่ได้” เกษตรกรรายหนึ่ง ให้ความเห็นทำนองว่า “เสี่ยงแต่ก็จะสู้” และบอกว่าไม่ต้องรอนานเหมือนการส่งเสริมปลูกไม้โตเร็ว หรือพืชผลชนิดอื่นๆ

“การลงทุนเริ่มต้นอาจจะสูงหน่อย แค่หน่อกล้วยเนื้อเยื่อก็หน่อละ 35 บาท ไหนจะต้องดูแลจัดการอีก แต่ขายสักครั้งสองครั้งก็คุ้มแล้วครับ” เกษตรกรอีกรายหนึ่งกล่าวอย่างมั่นใจ

เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ลงทุนปลูกเวลานี้ จึงไม่ค่อยกังวลว่าปลูกแล้วจะขายไม่ได้ “แม้ว่าตลาดจะมีเฉพาะจีนในเวลานี้ แต่อนาคตเชื่อว่าตลาดจะขยายได้อีกมาก” เกษตรกรอีกรายให้ความเห็น

พื้นที่ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (สุพรรณบุรี)
พื้นที่ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (สุพรรณบุรี)
ครอบครัวกล้วยหอมคาเวนดิช
ครอบครัวกล้วยหอมคาเวนดิช (ขอบคุณภาพนี้จาก สมพร หาลูกจันทร์)

เพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลาย “เกษตรโว้ย” จึงขอนำอีกมุมมองจาก คุณพันธนวุฒิ ถิ่นคำแบ่ง หรือ เฮียอ้วน แห่งบริษัท ณัฏฐพัตรอินเตอร์วู๊ด&ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชในประเทศไทย “ในขณะที่หลายคนกำลังเดินหน้า แต่ทำไมผู้ซื้อรายนี้กลับแสดงความกังวลระคนความห่วงใย” …เป็นอีกมุมที่ต้องรับฟัง ดังต่อไปนี้

ขอเรียนชี้แจงให้ทุกท่านรับทราบ ในฐานะที่ผม ได้ทำธุรกิจหลายอย่างมีประสบการณ์พอสมควรและปัจจุบันผมเป็นเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตหลังคาเหล็กไทย ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสวงการกล้วยหอมคาเวนดิช ผมมีความรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรไทย ที่มีบางบริษัทเข้าไปส่งเสริมให้ปลูก พอเกษตรกรปลูกแล้วกลับถูกทอดทิ้งไม่รับผิดชอบเป็นจำนวนมากในขณะนี้และเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งผมคิดว่าไม่อยากให้เกิดกับพี่น้องเกษตรกรไทยเราเพราะพี่น้องเกษตรกรไทยก็หวังพึ่งพืชเศรษฐกิจตัวนี้เพื่อที่จะลืมตาอ้าปาก พลิกฟื้นชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และผมไม่อยากให้คำว่ากล้วยหอมคาเวนดิชกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของคนในสังคมไทย ดังนั้นผมจึงอยากจะเรียนชี้แจงดังนี้นะครับ

  1. จากการศึกษาและการพบปะปรึกษาหารือกับบริษัทใหญ่ๆ 2-3 ราย มีแนวทางที่ตรงกันคืออยากให้เกษตรกรปลูกกันปีละครั้งและมีการดูแลรักษาที่ดีผลผลิตที่ออกมาก็จะได้เกรดพรีเมี่ยม ทำให้ได้ราคาดีและต่อไปถ้าเกษตรกรมีความเข้าใจในการปลูก ทำแล้วประสบผลสำเร็จ ต่อไปจะบำรุงหน่อ 2 ปี 3 ครั้งก็ได้ แต่เบื้องต้นนี้ ทางเราขอแนะนำว่า ควรจะ ทำปีละ 1 ครั้ง โดยเริ่มปลูก ตั้งแต่เดือนมีนาคม ไปจนถึงเดือนสิงหาคม เพราะผลผลิตที่ได้ จะออกมาในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน ดังนั้น สิ่งที่เราคาดหวังไว้ก็คือเราไม่อยากให้ผลผลิตออกมาในช่วงราคากล้วยตกต่ำ เพราะจะตรงกับกล้วยของประเทศจีนตามพื้นที่ต่างๆออกสู่ตลาดเช่น ที่มณฑลกวางสี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 6 ล้านไร่ จะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม จนถึงเดือน พฤศจิกายน กล้วยที่ออกมาจะ มีปริมาณมหาศาล ถ้าเราทำผลผลิตให้ออกมาชนกับกล้วยของจีน จะทำให้ราคากล้วยของเรานั้นถูกลง บางครั้งเหลือกก. ละ 2-3บาท เพราะราคาของประเทศจีนซื้อไม่ถึง1หยวน/กก. ดังนั้นเราจึงเห็นว่าควรจะปลูกในเดือนมีนาคม ถึงเดือนกรกฎาคม อย่างช้าไม่ควรเกินเดือนสิงหาคมอย่างที่บอกมาข้างต้น

  2. เรื่องการไว้หน่อ ในเมื่อมีการตัดครั้งแรก เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไปเราควรปล่อยทิ้งแล้วเริ่มบำรุงหน่อในเดือนเมษายน หรือเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ช่วงที่พักหน่อในระหว่างการตัดในช่วงแรกนั้น เราก็ปล่อยให้หรือดูดกินน้ำเลี้ยงจากต้นแม่ของมัน ดังนั้น ช่วงเวลาที่เราจะดูแลอย่างจริงจัง อาจจะเริ่มต้นที่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปก็ได้ หรือเราควรเริ่มนับจากเดือนเมษายน หรือช่วงเดือนที่เหมาะสม เราจะเอาไว้หน่อกล้วย เพื่อหวังผลผลิตให้ออกมาตรงกับช่วงระหว่างเดือนที่ได้ราคาในรอบถัดไป เราจะมีนักวิชาการจีนที่ทางบริษัทได้จ้างเข้ามา จะคอยติดตามดูแลให้คำแนะนำกับเกษตรกรที่ปลูกกับเราอย่างใกล้ชิดเพื่อมุ่งหวังให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพได้มาตรฐานการส่งออก ดังนั้นทางกลุ่มจึงขอชี้แจงมายังทุกท่านโดยมุ่งหวังว่า จะส่งผลดีไปยังพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน ข้อมูลต่างๆเหล่านี้เราได้รับคำแนะนำมาจากคู่ค้าคือบริษัท Good Farmer และบริษัทเหลียงจื่อเหยียน หรือ 12 ปันนาการเกษตร

  3. หากเรามีตลาดในต่างประเทศ ที่ไม่ใช่ตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการตลอดทั้งปี เราก็สามารถปลูกได้ทั้งปี แต่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คู่แข่งของเรานั้นเขายึดครองตลาดมายาวนานแล้ว เราต้องมามองถึง การคุ้มค่าในการลงทุนเช่นการขนส่ง การทำตลาด รวมทั้งการทำ Gap GMP และ GlobalGap ซึ่งจะเป็นเรื่องยากสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทย ถ้ามีความรู้เพียงพอสามารถทำได้ ทางเรามีความยินดีและให้การสนับสนุน แต่ถ้าหากทางเกษตรกรยังไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ทางกลุ่มเราก็ขอเสนอแนะให้ทำตามขั้นต้น คือทำส่งจีนไปก่อนนะครับ

  4. ขณะนี้ทางประเทศลาวนั้นได้ออกกฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมจากพื้นที่ที่มีการปลูกกล้วยและจะหมดสัญญาตามระยะเวลาลงไปเรื่อยๆทำให้พื้นที่การปลูกเริ่มลดลง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีของคนไทย ที่จะได้ปลูกกล้วยหอมตัวนี้เพื่อส่งไปโดยเน้นส่งไปที่ประเทศจีนเป็นหลักก่อน และถ้าเกษตรกรพร้อมที่จะออกไปสู่ตลาดโลกเช่นทางยุโรปอเมริกาก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งต่อไปประเทศไทยจะเป็นเมืองผลไม้โลกจริงๆอย่างแน่นอน ขอบคุณครับ

“คนไทยเรา ยังไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไรต้องการสินค้าคุณภาพแบบไหน สภาพภูมิประเทศอากาศเป็นสิ่งสำคัญนะครับในการปลูกดังนั้นเราต้องเรียนรู้ ผมพยายามนำความรู้และสิ่งต่างๆมาให้คนไทยอย่าเพิ่งท้อนะครับ เรียนรู้กันไปเพราะคนที่บอกว่ารู้จริงๆเก่งมากก็ยังไม่รู้เท่ากับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นต้องขออนุญาตนำสิ่งต่างๆเหล่านี้มาเผยแพร่ต่อพี่น้องสมาชิกทุกท่านนะครับ”

คือเสียงจากเฮียอ้วน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ณัฏฐพัตรอินเตอร์วูดแอนด์ฟรุ๊ต จำกัด และตัวแทน จาก Good Banana Thailand

กำลังบรรจุกล้วยใส่กล่อง
บรรจุกล้วยใส่กล่อง…สวนอยู่ที่ไหนผู้รับซื้อไปถึงที่นั่น (ภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน)
กำลังขนขึ้นรถเพื่อส่งออกไปจีน
กำลังขนขึ้นรถเพื่อส่งออกไปจีน
เฮียอ้วน (คนที่ 5 จากซ้าย) กับทีมงานและเกษตกรผู้ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช
เฮียอ้วน (คนที่ 5 จากซ้าย) กับทีมงานและเกษตกรผู้ปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช บอกว่าสู้สู้

หมายเหตุ-เกษตรโว้ย : ถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า การเกษตรคือการลงทุนอย่างหนึ่งที่จะต้องขมวดไว้ตอนท้ายว่า “การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง” ภาพกล้วยคาเวนดิชที่ถูกนำเสนอในวันนี้คือด้านบวกเพียงด้านเดียว(เป็นส่วนใหญ่) ไม่ได้คำนึงถึงด้านลบที่เป็นข้อจำกัดมากนัก (ความต้องการที่จะปลูกมีมากกว่า)… โดยเฉพาะตลาดที่ต้องหวังพึ่งส่งออกจีนเป็นหลัก มีใครรู้ชัดไหมว่าจีนจะมีความต้องการมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นใครที่เป็นมือใหม่ก็โปรดใช้วิจารณญาณ หากปลูกกันมากราคาก็ย่อมลดลง ปัจจุบันกล้วยเกรดพรีเมี่ยมราคากิโลกรัมละ 9-10 บาท

เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านจึงขอรับฟังความคิดเห็น…หากผู้อ่านมีมุมมองเกี่ยวกับการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิชและเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กรุณาส่งมาที่เมล์ kasetvoice@gmail.com หรือ ไอดีไลน์ 0813090599…ขอย้ำว่า “เกษตรโว้ย(VOICE)” เราคือ “เสียงเกษตร”…ขอทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันของคนไทยทุกคนครับ