ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พ่อค้าผู้รับซื้อพ่นพิษ ไม่มารับซื้อกล้วยหอมคาเวนดิช ตามสัญญา ทำให้เกษตรกรคนอื่นๆพลอยอกสั่นหวั่นไหวไปตามๆกัน แต่สำหรับเกษตรกรเลือดสุพรรณคนนี้ บอกว่าไม่หวั่นไหว ยังมั่นใจกับผู้รับซื้อ และมั่นใจว่ากล้วยชนิดนี้น่าจะทำเงินได้ หากมีการจัดการให้ได้มาตรฐานส่งออก…โดยขณะนี้กล้วยที่ปลูกจำนวน 4 ไร่ ได้ตัดขายรอบแรกแล้ว

นายสมหมาย สอนฮั้ว หรือ “คุณแดง” อยู่บ้านเลขที่ 207 หมู่ 4 ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เปิดเผยกับ “เกษตรโว้ย(VOICE)” ว่าตนเองนั้น เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเกษตรกรเต็มตัว สืบทอดอาชีพมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ปลูกมาแล้วหลายพืช ตั้งแต่ปลูกข้าว ปลูกมันเทศ และก่อนที่จะมาเปลี่ยนเป็นกล้วยคาเวนดิชอย่างทุกวันนี้ ได้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมาก่อน …สังเกตดูในท้องร่องยังมีต้นหน่อไม้ฝรั่งหลงเหลืออยู่ประปราย

“ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมันต้องก้มๆเงยๆปวดหลัง ปวดเอว และร้อนมาก ผิดกับปลูกกล้วยที่ต้องยืนอย่างเดียว และไม่ร้อน เพราะใบกล้วยช่วยบังแสงแดดได้” คุณแดง เกษตรกรวัย 55 ปี แถลงไขอย่างตรงไปตรงมา

แรกที่ปลูกนั้นก็ทำการปรับสภาพร่องเล็กน้อย คือขุดยกร่องแบบหลังเต่าเตี้ยๆ (ปลูกบนพื้นเรียบ) จากนั้นขุดหลุมปลูกขนาดลึกประมาณ 1 คืบ กว้าง 30-40 ซม. ที่ก้นหลุมรองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพประมาณ 1 ช้อนแกงพูนๆ จากนั้นนำหน่อกล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาลงหลุมและกลบดินให้พอเสมอกับระดับดินในถุงเพาะชำกล้วย ระยะห่างต่อต้น 2 X 2.50 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 300 ต้น

การปลูกระยะแรกๆต้องดูแลเรื่องน้ำให้ดี “ระบบน้ำต่อท่อขึ้นมาเอง เป็นของเดิมที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง โดยต้องมีท่อน้ำหลัก ระหว่างร่องเป็นท่อแบบยาง เรียกระบบน้ำนี้ว่าน้ำพุ่ง…ช่วงปลูกใหม่ๆก็ให้น้ำเช้าเย็น พอเห็นว่ารากเริ่มเดินก็ลดเหลือวันละ 1 ครั้ง”

ส่วนเรื่องใส่ปุ๋ย ช่วงที่ปลูกเสร็จใหม่ๆจะใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 สลับกับสูตร 15-15-15 ว่านไปรอบๆต้น ใส่ครั้งละไม่มาก แต่ใส่ทุก  10วันครั้ง จนแทงปลีก็จะสลับมาเป็นปุ๋ยสูตร 13-13-21 วิธีการใสปุ๋ยช่วงนี้จะโรยไปที่ระบบน้ำหยด เพื่อให้น้ำค่อยๆละลายปุ๋ยลงไปในดิน ใส่ทุก 10 วันเหมือนกัน และมาเปลี่ยนสูตรปุ๋ยอีกครั้งเมื่อกล้วยตัดปลีเปลี่ยนเป็นสูตร 0-0-60  ใส่สูตรนี้จนกล้วยตัดขายได้

“เฉลี่ยใส่ปุ๋ยต่อครั้ง ประมาณ 30 กก. ต่อกล้วย 1,200 ต้น”

ในช่วงที่ใส่ปุ๋ยอยู่เพลินๆนั้น จะต้องสังเกตโรคแมลงว่ามารบกวนหรือไม่ แต่จะมีการฉีดยาป้องกันเชื้อรา และเพลี้ยแป้งเป็นระยะๆ ทุก 15 วัน แต่จะฉีดพ่นแบบเบาบางมาก คือใช้ยา 5 CC ต่อน้ำเปล่า 25 ลิตร โดยเฉพาะช่วงที่กล้วยออกปลีต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ

กล้วยที่เด็ดเกสรแล้ว
กล้วยที่เด็ดเกสรแล้ว

ในเรื่องการจัดการอื่นๆที่สำคัญคือ ช่วงที่กล้วยออกลูกอ่อนๆ ที่ปลายผลกล้วยจะมีเกสร ให้สังเกตดูเมื่อเกสรเริ่มมีสีน้ำตาลให้เด็ดออก เพื่อให้ผลสวยและป้องกันเวลาผลกล้วยโตตรงปลายผลกล้วยจะแหลมคม ทำให้ไปแทงกล้วยผลอื่นผิวเสียหายได้

“ช่วงที่เด็ดเกสรอาจดูว่ายุ่งยากเสียเวลา แต่มันจำเป็น ซึ่งจริงๆเกสรเด็ดง่ายมาก แต่ต้องระวังอย่าให้ยางกล้วยไปหยดถูกผลกล้วย ฉะนั้นจะต้องเด็ดจากแถวล่างขึ้นบน และจะต้องมีกระดาษรองป้องกันยางกล้วยหยดไว้ ส่วนปลายกล้วยที่เด็ดเกสรก็ต้องซับด้วยกระดาษทิชชู”

ราวสัก 1 สัปดาห์ เมื่อยางกล้วยและแผลที่เด็ดแห้งสนิทก็ดึงกระดาษทิชชูออก และทำการเด็ดปลีกล้วยทิ้ง ซึ่งตรงนี้ต้องดูว่าจะไว้กล้วยสักกี่หวี ต้องดูว่ากล้วยต้นนั้นสมบูรณ์หรือไม่ แต่โดยปกติก็ไว้ 7-8 หวี

“สิ่งสำคัญที่สุดในหวีสุดท้ายจะต้องเด็ดกล้วยทิ้งให้หมดให้เหลือเพียงผลเดียว บางคนเรียกว่าลูกฮีโร่ สำคัญคือช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากส่วนของปลายหวีลามขึ้นไปยังหวีด้านบนและป้องหันไม่ให้ปลายหวีเหี่ยวแห้ง อีกทั้งยังช่วยดึงน้ำและอาหารลงไปยังหวีสุดท้ายของเครือได้อีกด้วย”

คุณแดง กำลังเปิดให้ดูว่าต้องใช้ถุงห่มกันอย่างไร...สังเกตกล้วยในเครือถัดไป ทุกเครือจะต้องมีลูกฮีโร่ด้วย
คุณแดง กำลังเปิดให้ดูว่าต้องใช้ถุงห่มกันอย่างไร…สังเกตกล้วยในเครือถัดไป ทุกเครือจะต้องมีลูกฮีโร่ด้วย

เมื่อจัดการกับกล้วยตามขั้นตอนข้างต้นเสร็จสรรพก็จะทำการห่มผ้าให้กล้วย(ห่อหุ้มด้วยถุงผ้าและถุงพลาสติก) วิธีการตรงนี้จะเริ่มจากนำแผ่นโฟมมารองแต่ละหวีเพื่อป้องกันไม่ให้กล้วยโตไปเบียดกับหวีอื่น โดยที่แผ่นโฟมนี้เมื่อกล้วยโต กล้วยจะลื่นออกด้านข้าง พอรองแผ่นโฟมเสร็จก็สวมถุงจัดทรงสีขาวเป็นผ้าบางๆที่ตัดเป็นถุงออกแบบมาเฉพาะ ถุงนี้ทำหน้าที่จัดรูปทรงกล้วยไม่ให้โตแตกแถว(เป็นระเบียบ) ตามด้วยชั้นที่สองเป็นถุงพลาสติกสีฟ้า ทำหน้าที่ให้ผิวกล้วยเขียวนวล ซึ่งบางสวนอาจมีอีกชั้นเป็นถุงกระดาษสีขาวเพื่อป้องกันแสงแดด โดยเฉพาะหวีบนสุดถ้าแสงแดดแรงจัดปลายกล้วยจะสีซีดและออกดำหรือเสียหายได้

“การจัดการกล้วยหอมคาเวนดิชไม่ใช่กล้วยๆเลย” ผู้เขียนเปรยกับคุณแดงและทีมงานจากบริษัทผู้รับซื้อ (ไปดูงานในวันที่ตัดกล้วยขายให้กับผู้รับผู้ซื้อพอดี) ซึ่งได้ช่วยกันให้ข้อมูล พร้อมสาธิตให้ดูเป็นขวัญตาแต่ละขั้นตอน แต่ก็ได้รับคำอธิบายว่าทำไปบ่อยๆมันก็ชิน ไม่มีอะไรยุ่งยาก และแต่ละขั้นตอนก็ใช้เวลาไม่นาน โดยเฉพาะกล้วยสายพันธุ์ที่ปลูกต้นไม่สูงนักก็เลยจัดการได้ง่าย

รถอีแต๋น ขนส่งกล้วยที่ตัดออกจากสวนไปยังเต้นท์ที่ชำแหละเป็นหวีๆเพื่อล้าง ชั่ง และบรรจุลงกล่อง
รถอีแต๋น ขนส่งกล้วยที่ตัดออกจากสวนไปยังเต้นท์ที่ชำแหละเป็นหวีๆเพื่อล้าง ชั่ง และบรรจุลงกล่อง

นอกจากขั้นตอนการจัดการก่อนที่จะตัดกล้วยได้แล้ว วันนี้ได้ดูขั้นตอนการตัดกล้วย การขนส่งกล้วยจากสวนมาที่เต้นท์ชำแหละกล้วยเป็นหวีๆและล้างกล้วย พร้อมกับชั่งกล้วยและบรรจุกล้วยใส่กล่อง

แอบกระซิบถามคุณแดงว่ารอบแรกนี้ตัดกล้วยได้กี่เครือ ก็ทราบว่าได้ทั้งหมด 150 เครือ และกระซิบถามต่อว่าชั่งได้กี่กิโลกรัม ก็ได้รับคำตอบว่าได้ทั้งหมด 2,500 กิโลกรัม ถามอีกว่าได้กิโลกรัมละกี่บาท ได้รับคำตอบว่า ขายได้กิโลกรัมละ 9 บาท

ผู้เขียนคำนวณดู 2,500 X 9 = 22,500 บาท จึงได้ถามคุณแดงว่าพอใจไหม ได้รับคำตอบว่าพอใจ เพราะว่าได้คำนวณต้นต้นทุนว่าต้นหนึ่งประมาณ 100 บาท (รวมต้นทุนทุกอย่าง) แต่ขายได้เฉลี่ยต้นละ 150 บาท ก็ถือว่าพอใจแล้ว

“รอบที่สองน่าจะได้กำไรมากขึ้น คาดว่าจะตัดกล้วยได้ 300 เครือ คำนวณว่าจะตัดได้ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และถัดไปอีกสัก 1-2 เดือน ก็จะตัดรอบที่สาม(น่าจะรอบสุดท้ายของกล้วยรุ่นนี้) คาดว่ากำไรน่าจะพออยู่ได้ ถ้าราคาไม่แกว่งหรือต่ำกว่านี้นัก”

ประสบการณ์ในการตัดกล้วยรอบแรกของคุณแดงคือ ยังดูกล้วยแก่แบบ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไม่ออก(ตลาดต้องการความแก่ระดับนี้) พบว่าที่ได้ความแก่ขนาดพอดีประมาณ 100 เครือ ส่วนอีก 50เครือ ความแก่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ขายเป็นราคาเดียวกัน (9 บาท) โดยรอบที่สองทางผู้ซื้อจะส่งทีมงานมาตัดให้ก็จะศึกษาให้ชัดเจนอีกครั้ง

ยังมีในเรื่องของการไว้หน่อ คุณแดงได้เดินชี้ให้ดู ปกติบริษัทผู้ส่งเสริมบอกว่าให้ไว้ต้นละ 1 หน่อ แต่คุณแดงบอกว่า บางต้นจะขอลองไว้สองหน่อ เพราะคิดว่ามีประสบการณ์เรื่องงานเกษตรมาทั้งชีวิต น่าจะดูแลกล้วยได้ดีพอสมควร และตั้งใจว่าจะบริหารจัดการให้กล้วยออกมาเป็นรุ่นๆให้ไล่เลี่ยกัน

ตอนนี้ได้ขยายแปลงปลูกกล้วยออกไปอีก 3 ไร่ อยู่ไม่ห่างกัน ปลูกได้ 2 เดือนแล้ว กำลังโตวันโตคืน และมีเพื่อนบ้านอีก 2-3 คน ที่ปลูกใกล้ๆกัน

“สิ่งที่หวังไว้ในตอนนี้ก็คือว่า หากกล้วยหอมคาเวนดิชมีราคาสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นลงมากนัก ก็คิดว่าน่าปลูกกว่าพืชชนิดอื่นๆ เพราะว่า 8-9 เดือนก็ให้ผลผลิต…แรกๆที่ปลูกนี้ก็ไม่กล้าปลูกมาก เพราะว่าเรายังไม่คุ้นเคยกับกล้วยชนิดนี้ และไม่มั่นใจเรื่องตลาด แต่เมื่อปลูกไปสักระยะก็รู้สึกมีเพื่อนๆ มีผู้รับซื้อรายอื่นๆเข้ามาติดต่อ แต่เราก็ต้องไว้ใจกับผู้ซื้อรายแรกก่อน”

ได้ฟังข้อมูลจากคุณแดงแล้ว ขอบอกว่าเป็นคนตรงไปตรงมา จึงกระเซ้าถามเล่นๆว่า …ก่อนที่จะขายได้กิโลกรัมละ 9 บาท คิดไว้ในใจหรือไหมว่าอยากจะขายให้ได้กิโลละเท่าไร “ใจผมอยากได้กิโลละ 20 บาท จะได้หมดหนี้หมดสิน ธ.ก.ส.” สิ้นเสียงหัวเราะชอบใจทั้งผู้ถามและผู้ตอบ 55555

คุณแดง กับเพื่อนเกษตรกร ที่ปลูกกล้วยคาเวนดิช
คุณแดง กับเพื่อนเกษตรกร…พร้อมที่จะเดินหน้าขยายแปลงปลูกต่อไป

หมายเหตุ : ท่านที่สนใจจะศึกษาดูงาน ทาง “เกษตรก้าวไกล” และ “เกษตรโว้ย(VOICE)” เว็บไซต์เกษตรสองพี่น้องท้องเดียวกัน ได้เปิดห้องเรียนกลางสวนในหัวข้อ “รู้ทัน…กล้วยคาเวนดิช ปลูกอย่างไรให้ได้ส่งออก?” โดยคุณแดงจะแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ แบบไม่มีการกั๊ก รู้มาอย่างไรก็ตอบไปอย่างนั้น และจะเสริมด้วยข้อมูลเชิงวิชาการจากผู้ส่งเสริมการปลูก เช่น มาตรฐานกล้วยที่ตลาดต้องการ ซึ่งในวันที่จะไปดูงานนั้นจะกำหนดให้ตรงกับวันที่มีการตัดกล้วยและแพคกิ้ง โดยคาดว่าจะจัดในช่วงวันที่ 3 หรือ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งนี้ จะยืนยันวันที่ชัดเจนอีกครั้ง แต่แนะนำให้ผู้สนใจลงชื่อจองไว้ก่อน เพราะตั้งใจว่าจะรับแค่ 10 คน ค่าใช้จ่ายคนละ 2,000 บาท วันเดินทางจะนัดพบกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เวลา 10.00 น. ออกเดินทางไปยังสวนกล้วยที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ระหว่างทางจะแวะรับประทานอาหารที่ปั้ม ปตท.เลี่ยงเมือง (จุดนัดพบที่ 2) ใกล้ตัวเมืองสุพรรณ และบรรยาย/สาธิตให้ความรู้ตั้งแต่ 13.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 081 3090599 (ลุงพร) หรือ โทร. 089 0558607 (คุณเบียร์) หรือ คุณสิริพร