ปุ๋ยคอนโด-โรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำ “เสกใบไม้เป็นเงิน”...นิสสันจัดให้โลละ 999 บาท
คุณชัยกฤต เทภาสิต ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท นิสสัน มอเตอร์ฯ...มอบเงินค่าซื้อปุ๋ยคอนโดอินทรีย์กันสดๆ โดยมีคุณพงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ คุณประภาส ทวีทรัพย์ เกษตรอำเภอยางศรีสุราช คณะครูอาจารย์และนักเรียน เป็นสักขีพยาน

ณ แก้วพะเนาว์ออร์แกนิกฟาร์ม ของคุณพงษ์พัฒน์(ปลิว) แก้วพะเนาว์ เกษตรกรต้นแบบของ จ.มหาสารคาม ไม่ได้มีให้ชมแค่ “กลวิธีปลูกผัก 7 ชนิด 7 แถว ในแปลงเดียวกัน” แต่ยังได้ชมวิธีการทำปุ๋ยหมักที่เรียกว่า “ปุ๋ยคอนโดอินทรีย์” ปุ๋ยที่คุณปลิวให้การส่งเสริมและเลือกใช้กับการปลูกผัก(นำมาปรับปรุงบำรุงดิน) โดยที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง แต่ได้ถ่ายทอดความรู้ไปให้กับน้องๆยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำ ตำบลนาภู อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม เป็นผู้ดำเนินการผลิต…

“วิธีการทำปุ๋ยแบบนี้เราเรียกว่าปุ๋ยหมักอินทรีย์ วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ซึ่งผมเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และได้นำสูตรวิธีการมาปรับใช้ ก็คิดว่าได้ผลดีมากครับ” คุณปลิว เล่าแจ้งแถลงไข

คุณพงษ์พัฒน์ กำลังอธิบายเรื่องปุ๋ยคอนโดอินทรีย์
คุณพงษ์พัฒน์ กำลังอธิบายเรื่องปุ๋ยคอนโดอินทรีย์

ข้อดีของการทำปุ๋ยหมักแบบนี้คือไม่ต้องกลับกอง ซึ่งจะยุ่งยาก “เราใช้ภูมิปัญญาแบบชาวบ้าน คือนำใบไม้ที่จะมาทำปุ๋ยใส่รวมกันเป็นชั้นๆสลับกับขี้วัว(อัตราส่วน 3 ต่อ 1)และรดน้ำทุกวันให้สม่ำเสมอ…เหตุที่ไม่ต้องกลับกองก็เพราะว่าเราหมักรวมกันในตะกร้าทรงสูงแบบโปร่งที่เราดัดแปลงทำขึ้นจากตาข่ายพลาสติก ซึ่งจะทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อน จึงไม่ต้องกลับกอง พอถึงเวลา(2เดือน)ก็นำไปใช้ได้”

เรียกปุ๋ยชนิดนี้ว่า “ปุ๋ยคอนโดอินทรีย์-โรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำ” เป็นชื่อที่ครูอาจารย์และนักเรียนทุกคนภาคภูมิใจ และมีสำนักงานเกษตรอำเภอสีสุราช ให้การสนับสนุน โดยที่คุณพงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ คอยรับซื้อหลักๆในระยะแรกๆนี้

อาจารย์วิชัย แผงบุดดา กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน
อาจารย์วิชัย แผงบุดดา กล่าวต้อนรับผู้มาเยือน

ทางด้านอาจารย์วิชัย แผงบุดดา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำ และอาจารย์เยาวลักษณ์ จันทรคติ ครูผู้ดูแลการทำปุ๋ยหมักของนักเรียนกล่าวว่า การทำปุ๋ยหมักแบบนี้ ถือว่าเหมาะกับนักเรียนในโรงเรียนมาก เพราะว่าขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญที่สุดนอกจากจะทำให้โรงเรียนสะอาดไร้ใบไม้ ซึ่งช่วงนี้ใบไม้ร่วงผลัดใบจำนวนมาก จะได้ฝึกนักเรียนให้นำใบไม้ไร้ค่ามาเพิ่มมูลค่าให้เป็นปุ๋ยและขายเป็นเงินได้ โดยที่ผ่านมาทางโรงเรียนได้ทำโครงการธนาคารใบไม้ ซึ่งมีนักเรียนนำใบไม้มากฝากกันมาก และนอกจากจะขายให้กับเกษตรกรอย่างเช่นคุณปลิวแล้ว ทางโรงเรียนยังมีแปลงปลูกผักสาธิต ซึ่งก็จะนำปุ๋ยที่ผลิตขึ้นมาใช้เองอีกด้วย

“ที่ผ่านมาเราผลิตปุ๋ยหมักใบไม้ขายได้กิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งผลิตไม่พอขาย และอนาคตมีโครงการที่จะทำเป็นปุ๋ยหมักแยกชนิดใบไม้ เช่น ใบก้ามปู ก็จะขายได้ราคาดีขึ้นอีก” อาจารย์วิชัย กล่าว

เด็กๆยุวเกษตรกร กำลังเก็บกวาดใบไม้มาทำปุ๋ย...
ยุวเกษตรกร กำลังเก็บกวาดใบไม้มาทำปุ๋ย…
ดูกันชัดๆปุ๋ยคอนโดอินทรีย์
ดูกันชัดๆปุ๋ยคอนโดอินทรีย์

วันนี้ ปุ๋ยที่นักเรียนโรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำได้ผลิตขึ้นมีมูลค่าขึ้นมาทันที เมื่อบริษัท นิสสัน มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด ที่นำทัพสื่อมวลชนมาเยี่ยมชม บอกว่ามีปุ๋ยหมักเท่าไรที่พร้อมใช้ให้เอามาชั่งน้ำหนัก จะขอซื้อกิโลกรัมละ 999 บาท สิ้นเสียงนักเรียนเฮชอบใจ จัดแจงนำปุ๋ยมาชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าได้ทั้งหมด 6 กิโลกรัม รับเงินไป 6,000 บาทถ้วน

กลายเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ที่มีราคาแพงที่สุดในประเทศไทย…หรือในโลกก็ว่าได้

เด็กๆยุวเกษตรกร...กำลังชั่งน้ำหนักปุ๋ยคอนโดอินทรีย์
ยุวเกษตรกร…กำลังชั่งน้ำหนักปุ๋ยคอนโดอินทรีย์

เปิดสูตรวิธีผลิตปุ๋ยอินทรีย์ “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

จากผลการค้นคว้าวิจัยของคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2552 ได้มีนวัตกรรมใหม่ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องพลิกกลับกอง จากการใช้หลักการทางวิศวกรรมด้านการพาความร้อน (Chimney Convection) มาประยุกต์ใช้ เกษตรกรจะสามารถผลิตได้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีปริมาณมากครั้งละ 10 – 100 ตัน ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้มีค่าตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร พ.ศ. 2551 เสร็จภายในเวลาเพียง 60 วัน เรียกว่าวิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” ที่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีกลิ่นและน้ำเสีย วัตถุดิบมีเพียงเศษพืชกับมูลสัตว์เพียง 2 อย่างเท่านั้น โดยถ้าเศษพืชเป็นฟางข้าวอัตราส่วนระหว่างฟางข้าวกับมูลสัตว์คือ 4 ต่อ 1 โดยปริมาตร และถ้าเป็นเศษใบไม้ให้ใช้อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยปริมาตร

ขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” 

  1. นำฟางข้าว 4 ส่วน วางเป็นชั้นบาง ๆ สูงไม่เกิน 10 เซนติเมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร โปรยทับด้วยมูลสัตว์ 1 ส่วน แล้วรดน้ำ (อย่างเช่น นำฟาง 16 เข่ง มาวางหนา 10 ซม. โรยทับด้วยมูลสัตว์ 4 เข่ง เพื่อให้เป็นสัดส่วน 4 ต่อ 1 เป็นต้น) ทำเช่นนี้ 15 – 17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูง 1.50 เมตร ชั้นบนสุดเป็นมูลสัตว์ กองปุ๋ยจะมีความยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ 15 – 17 ชั้นก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในเศษพืชและธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

ถ้าเป็นฟาง เศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้า ผักตบ ให้ใช้ 4 ต่อ 1 และถ้าเป็นใบไม้ให้ใช้ 3 ต่อ 1…เศษพืชที่สดจะเปื่อยง่ายกว่าแบบแห้ง… มูลสัตว์ใช้ได้ทุกชนิด เพราะในมูลสัตว์มีจุลินทรีย์หัวเชื้อและไนโตรเจน ที่จำเป็นต่อกระบวนการย่อยสลายในกองปุ๋ย

  1. ตลอดเวลา 60 วัน ให้รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา (มีค่าประมาณร้อยละ 60 – 70) โดยมี 3 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกวัน ๆ ละครั้ง โดยไม่ให้มีน้ำไหลนองออกมาจากกองปุ๋ยมากเกินไป

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อครบวันที่ 10 ใช้ไม้หรือเหล็กแทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนที่สองนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ จากข้อดีที่น้ำฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้ เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย ปริมาณน้ำที่เติมโดยรวมต้องไม่ทำให้มีน้ำเจิ่งนองออกมามากเกินไป

ขั้นตอนที่ 3 ภายหลังวันที่ 10 หรือ 20 ให้สุ่มตรวจสอบความชื้นข้างในกอง โดยการเอาจอบมาสับกองปุ๋ยลึก ๆ สัก 40 ซม. เพื่อดูว่าข้างในกองปุ๋ยแห้งเกินไปหรือเปล่า ถ้าแห้งเกินไปก็จะได้กรอกน้ำลงไปที่จุดนั้น แล้วปรับวิธีการเจาะกองปุ๋ยกรอกน้ำของเรา

ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี ความร้อนสูงนี้เกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ (จุลินทรีย์มีมากมายและหลากหลายในมูลสัตว์อยู่แล้ว) และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย (จุลินทรีย์กลุ่มชอบความร้อนสูง Thermophiles และ Mesophiles) หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลาจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน

  1. เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียงประมาณ 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัว (Stabilization Period) ไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉย ๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายให้มีความหนาประมาณ 20 – 30 ซม. ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3 – 4 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจนำปุ๋ยอินทรีย์ที่แห้งแล้วไปตีป่นให้มีขนาดเล็กสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 5 – 7 บาท สามารถเก็บได้นานหลายปี

กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตรจะสามารถเก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ความร้อนนี้นอกจากจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับจุลินทรีย์ชนิดชอบความร้อนสูงที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนนี้ลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเวียนเข้าไปในภายในกองปุ๋ย ซึ่งเกิดจากผลของการพาความร้อน (Chimney Convection) อากาศภายนอกที่ไหลหมุนเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้ช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ (Aerobic Decomposition) ทำให้ไม่ต้องมีการพลิกกลับกอง และช่วยให้กองปุ๋ยไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสียใด ๆ ในหน้าหนาวเราอาจพบเห็นไอร้อนลอยออกมาจากกองปุ๋ย ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากำลังมีอากาศเย็นกว่าไหลเข้าไปในกองปุ๋ยตลอดเวลา

หัวใจของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

หัวใจสำคัญของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ คือ ต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลาทั้งภายในและภายนอกกองปุ๋ยด้วยวิธีการ 2 ขั้นตอนข้างต้น บริเวณใดที่แห้งเกินไปหรือแฉะเกินไปจุลินทรีย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ทำให้วัสดุไม่ย่อยสลาย กระบวนการอาจใช้เวลานานถึง 6 เดือนถึง 1 ปีก็ได้

ข้อห้ามของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธี “วิศวกรรมแม่โจ้ 1”

  1. ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย หรือเอาดินปกคลุมด้านบนกองปุ๋ย เพราะจะทำให้อากาศไม่สามารถไหลถ่ายเทได้

  2. ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอน เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ระยะเวลาแล้วเสร็จนานและปุ๋ยอินทรีย์มีคุณภาพต่ำ

  3. ห้ามวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไป การวางเศษพืชเป็นชั้นหนาเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายเศษพืชได้

  4. ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

  5. ห้ามระบายความร้อนออกจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนสูงในกองปุ๋ยจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้น และยังช่วยให้เกิดการไหลเวียนของอากาศผ่านกองปุ๋ยอีกด้วย

เศษพืชทุกชนิดสามารถนำมาใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้ได้ เช่น ฟางข้าว ซังและเปลือกข้าวโพด ผักตบชวา เศษผักจากตลาด และเศษใบไม้ (ทั้งสดและแห้ง) เป็นต้น ส่วนมูลสัตว์ทุกชนิดสามารถนำมาใช้ได้ทั้งมูลโค มูลไก่ และมูลสุกร (ทั้งแห้งและเปียก) โดยพบว่า ฟางข้าว ผักตบชวา และเศษข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นเศษพืชที่ย่อยสลายได้ง่ายที่สุด ส่วนเมล็ดหรือเปลือกผลไม้ที่มีความแข็งก็สามารถนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้แต่ต้องนำไปตีบดในเครื่องย่อยเศษพืชเสียก่อน

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์วิธีนี้จะช่วยลดการเผาฟางข้าวในนาได้ โดยการไถกลบตอซังแล้วนำฟางข้าวกับมูลสัตว์ขึ้นกองปุ๋ยวิธีใหม่นี้ในทุ่งนาใกล้แหล่งน้ำ เมื่อปุ๋ยอินทรีย์แห้งหรือถึงฤดูการเพาะปลูกก็นำไปโปรย แล้วไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินได้เลย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานในการขนวัสดุได้มาก

เนื่องจากปุ๋ยหมักที่ผลิตได้จะอุดมไปด้วยธาตุอาหารมากมาย จึงควรระมัดระวังไม่ใช้ปุ๋ยหมักล้วน ๆ ปลูกพืชในกระถางเพราะจะทำให้พืชสำลักธาตุอาหารตายได้ ปริมาณการใช้ในการเพาะปลูกคือ 300 – 3,000 กก.ต่อไร่ ขึ้นกับว่าดินมีคุณภาพเลวหรือดีมากน้อย แต่ไม่ควรเกิน 3,000 กก.ต่อไร่ หรือ 2 กก.ต่อตารางเมตรเนื่องจากจะเป็นอันตรายต่อพืชได้

ในการผลิตปุ๋ยหมักวิธีนี้ 1 ตัน ต้องการความยาวประมาณ 4 เมตร ใช้มูลสัตว์ 30 กระสอบ หรือ 360 กก. ใช้เศษพืชประมาณ 1,000 กก. คิดเป็นต้นทุนมูลสัตว์ประมาณ 750 บาท ในขณะที่ปุ๋ยหมักมีราคาขายทั่วไปอยู่ที่ตันละ 5,000 – 7,000 บาท จึงอาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำเศษพืชอย่างเช่น ฟาง ผักตบชวา ใบไม้ ใบอ้อย และหญ้า มาทำประโยชน์เป็นปุ๋ยหมักที่สร้างรายได้ แทนที่จะเผาทิ้งไป

มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีฐานเรียนรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง ผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษใบไม้ที่รวบรวมได้ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ พ.ศ.2547 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันเวลาราชการ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ติดต่อคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรสาร 053 498902 หรือโทร 053 878123

ขอบคุณ :  1)  คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร  มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2) http://www.clinictech.most.go.th 3) FB .ห้องเรียนปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกอง แม่โจ้

หมายเหตุ : หัวหน้าทีมวิจัย ผศ.ธีระพงษ์ สว่างปัญญางกูร สมาชิกทีมวิจัย ผศ.ดร.ชนวัฒน์ นิทัศน์วิจิตร อ.รชฎ  เชื้อวิโรจน์ อ.แสนวสันต์ ยอดคำ E-mail: teerapongs@mju.ac.th