ตามหาอะโวคาโด กับฟอร์ด เรนเจอร์...ตะลึงสวนคุณแดงปากช่อง กิโลละ 300 บาท
ตามหาอะโวคาโด กับฟอร์ด เรนเจอร์...ตะลึงสวนคุณแดงปากช่อง กิโลละ 300 บาท

ในช่วงระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคม 2562 ฟอร์ด ประเทศไทย กับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรประเทศไทย ได้จัดกิจกรรม “ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่งทุกงานเกษตร” นำคณะสื่อมวลชนเกษตรและเกษตรกรเดินทางเยี่ยมชมสวนเกษตร 2 วัน 3 ภาค 3 จังหวัด คือ นครนายก ปราจีนบุรี และนครราชสีมา ซึ่งมีสวนเกษตรที่หลากหลาย และสวนที่ “เกษตรว้อยซ์” นำมาเสนอในตอนนี้ คือสวนอะโวคาโดของ คุณแดง-สำเริง และคุณตุ้ย-รุ่งทิวา กลั่นกลิ่น ตั้งอยู่ที่ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

พอไปถึงนั้นเจ้าของสวนได้อธิบายประวัติของสวน ทราบว่าเริ่มปลูกอะโวคาโดต้นแรกมานานร่วม 30 ปี แต่ก็ไม่ได้จริงจังมากในช่วงแรก ต่อมาได้ศึกษาเรียนรู้กับ อาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องอะโวคาโดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“สายพันธุ์ที่ปลูกมาจากสถานีวิจัยพืชสวนปากช่องและพันธุ์จากโครงการหลวงทางภาคเหนือมาทดลองปลูกอย่างต่อเนื่องจนมีกว่า 500 ต้นในวันนี้”

ในการปลูกอะโวคาโด ได้พยายามพัฒนาปรับปรุงพันธุ์เรื่อยมา และในที่สุดก็ได้สายพันธุ์ที่ชื่อ “บลูนี่” มีลักษณะผลใหญ่ คุณภาพดี รสชาติอร่อย เป็นที่นิยมชมชอบของลูกค้ามาก จึงเน้นที่จะปลูกสายพันธุ์นี้…สังเกตเห็นกำลังปลูกแซมในร่องพันธุ์เดิม

“พันธุ์บลูนี่ที่ได้มานั้น เราทำการปรับปรุงพันธุ์แบบที่ไม่ได้ใช้หลักวิชาการอะไรมาก คือปลูกต้นพันธุ์บูท 7 และปลูกพันธุ์ปีเตอร์สันล้อมรอบ จากนั้นนำเมล็ดที่ได้ไปปลูกคัดเลือกพันธุ์ที่ดีที่สุดและก็ได้พันธุ์ใหม่ ตั้งชื่อว่าบลูนี่ ซึ่งใครๆที่ได้ชิมก็บอกว่าอร่อยมาก และได้ทดลองออกขายกิโลกรัมละ 300 บาท ผลปรากฏว่าขายดี เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า จึงตัดสินปลูกพันธุ์นี้ขึ้นมาแซมพันธุ์เดิมที่มีอยู่ในเวลานี้”

ในการปลูกอะโวคาโด คุณแดงบอกว่า ปลูกไม่ยากเลย โดยใช้กิ่งที่ได้จากการเสียบยอดมาปลูก ขุดหลุมกว้างประมาณ 1 ฟุต และลึกให้พอนำกิ่งพันธุ์ลงปลูกได้ระดับปากถุง…จะใช้ปุ๋ยคอกที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น มูลเป็ด และมูลไก่มารองก้นหลุมบ้าง

มีสมาชิกที่ร่วมคณะถามว่า ปลูกไปกี่ปีจึงจะได้ผลผลิต…ได้รับคำตอบว่า ถ้าเป็นกิ่งเสียบยอดจะประมาณ 2 ปี แต่จะได้ผลผลิตไม่มาก ถ้าอายุต้นประมาณ 5 ปีไปแล้ว จึงจะได้ผลผลิตเต็มที่ ต้นหนึ่งๆ 300-500 กิโลกรัม/ปี

มีคำถามต่อว่า ภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชสามารถปลูกได้หรือไม่…ได้รับคำตอบว่าในอดีตอาจจะคิดว่าเป็นผลไม้เมืองหนาว แต่จริงๆ เป็นผลไม้เมืองร้อน ปลูกได้ทุกภาค ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่จะต้องปลูกบนพื้นที่สูง ที่ชอบอากาศหนาว แต่มีน้อยพันธุ์ แต่ข้อสำคัญคือเรื่องน้ำจะต้องพอเพียง โดยเฉพาะหน้าแล้งขาดน้ำไม่ได้เลย จะต้องมีระบบสปริงเกอร์ที่โคนต้น และปัญหาเรื่องโรคแมลงก็ไม่ค่อยพบเท่าไร เรียกว่าดูแลไม่ยากเลย

“ถ้าจะปลูกอะโวคาโดขอให้คำนึงถึงสายพันธุ์ที่ปลูก อย่างบลูนี่มีลักษณะรูปทรงเปลือกที่ทนต่อการขนส่ง ทนต่อแมลงวันทอง…ส่วนเรื่องรสชาติเรามั่นใจว่าพันธุ์ของเราดีที่สุด(พันธุ์บลูนี่)” (พูดมาถึงตรงนี้ หัวเราะชอบใจกันเลย)

สำหรับเรื่องตลาดผลผลิต คุณแดงบอกว่า จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่สวน ไม่ต้องทำอะไรเลย เขามาเก็บผลผลิตเอง พอถึงเวลาก็มาคิดเงินว่าจะได้กี่กิโลได้ราคาเท่าไร

ถามถึงกับเรื่องผลผลิตอะโวคาโดของต่างประเทศที่นำเข้ามาขายว่ากังวลไหม…ได้รับคำตอบว่า ไม่กังวลเลย เพราะรสชาติสู้อะโวคาโดบ้านเราไม่ได้ ถึงแม้จะขายราคาถูกกว่าก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ

สรุปว่า ในมุมมองของคุณแดงและคุณตุ้ย อะโวคาโดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคต เพราะตลาดต้องการมาก มีติดต่อมาซื้อจะส่งออกไปจีน ไปญี่ปุ่น แต่ผลผลิตยังมีน้อย และโดยเฉพาะผู้บริโภคคนไทยเริ่มตอบรับในเรื่องการรับประทานผลไม้เพื่อสุขภาพมากขึ้น ซึ่งอะโวคาโดตอบโจทย์ตรงนี้ได้มาก และจากเดิมที่คนไทยรู้สึกว่าผลไม้ต้องหวาน แต่สำหรับอะโวคาโดได้กลายเป็นข้อยกเว้น และยังสามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก

ท่านใดสนใจที่จะปลูกอะโวคาโดก็สามารถพูดคุยเพิ่มเติมกับเกษตรกรรายนี้ได้ คุณแดง โทร.0892801158 และคุณตุ้ย โทร.0949658625 และสวนคุณแดงแห่งนี้เขาจะมีกิ่งพันธุ์บลูนี่ขายด้วย…ใครขับฟอร์ด เรนเจอร์มาซื้อจะลดให้ 50% เลยทีเดียว

(ขอบคุณ : ภาพประกอบจากเพื่อนๆ ร่วมคณะในครั้งนี้)